s_212411_3317

การดูแลคอมพิวเตอร์ไม่ให้เสื่อมคุณภาพง่ายๆ

5 สิ่งที่ทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณพัง

เคยเป็นกันไหมที่นั่งพิมพ์งานอยู่ดีๆเครื่องคอมพิวเตอร์ก้อดับไปเอง บางทีก้อแฮงค์ หรือ mouse ขยับไม่ได้ ไปซะงั้น พอกดปุ่ม restart เครื่องคอมพิวเตอร์ ก้อจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ แต่ถ้าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆเข้า ให้คุณคาดเดาอนาคตข้างหน้าได้เลยว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รักของคุณกำลังจะพัง ดังนั้นเวลาที่คุณใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวคุณเองจะต้องคอยสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงว่าเครื่องมันมีอาการผิดปกติอะไรตรงไหน 
เพื่อที่เราจะได้แก้ไขเปลี่ยนอะไหล่หรือส่งซ่อมได้ทันที เพราะถ้าเกิดเราปล่อยปะละเลยจนมันพังจริงๆถึงขั้นรุนแรง เช่น Harddisk พัง ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้รับความเสียหาย แล้วดันกู้ข้อมูลที่สำคัญๆกลับมาไม่ได้ เชื่อว่ามันจะมีผลกระทบร้ายแรงกับงานและองค์กรของคุณอย่างแน่นอน  

สาเหตุที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์พังนอกจากการที่เราจะใช้งานแบบไม่ใส่ใจดูแลหรือไม่ทะนุถนอมแล้ว เรายังพบว่ายังมีปัจจัยอื่นๆอีกไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม อากาศ ความร้อน ก้อเป็นสาเหตุให้เครื่องคอมพิวเตอร์พังได้  ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คอมพิวเตอร์ของเราพังง่าย เราควรเรียนรู้สิ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ 

1.กระแสไฟฟ้า กรณีที่ไฟตก ไฟดับ หรือไฟฟ้ากระชาก เกิดความไม่สเถียรกับกระแสไฟฟ้าที่ใช้ อาจส่งผลให้วงจรต่างๆในเครื่องเสียหาย ทางที่ดีแนะนำให้คุณใช้ UPS เพื่อเก็บสำรองไฟไว้ในกรณีฉุกเฉิน อย่างน้อยคุณยังพอมีเวลา 10- 15 นาที เพื่อจะกด SAVE งานที่ทำค้างไว้ แล้วค่อย Shutdown เครื่องคอมพิวเตอร์
2.ฝุ่นละออง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางตัวอย่างเช่น มอเตอร์ถ้าถูกฝุ่นละอองปลิวเข้าในเครื่องมากๆจะทำงานได้ช้าลงไม่เต็มประสิทธิภาพ พัดลมเครื่องก้อเหมือนกันถ้าขี้ฝุ่นจับเยอะๆ ก้อจะระบายความร้อนได้น้อย เกิดปัญหาเครื่องร้อนอีก ทางที่ดีเราจะต้องหาเวลาทำความสะอาดเป่าขี้ฝุ่นเครื่องคอมพิวเตอร์เราอยู่เสมอ
3.ความร้อน ไม่ว่าจะเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อน หรือ วงจรในเครื่องคอมพิวเตอร์ร้อนเพราะพัดลมเสีย อันนี้เป็นสาเหตุร้ายแรงอันตรายมาก อาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราพังแบบตายสนิทไม่สามารถกู้ชีวิตกลับมาใช้ได้อีกเลย
4.การกระแทก/กระทบกระเทือน มักเกิดจากการเคลื่อนย้ายทำหลุดมือ หรือไม่ก้อตกจากที่สูงลงกระแทกกับพื้น เหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผลให้ชิ้นส่วนที่อยู่ในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ พวก RAM , Harddisk , Mainboard หลุดจากตำแหน่งที่เราเสียบไว้ได้หรือถ้าพัง สำหรับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ PC ก้อไม่น่าห่วงเพราะสามารถเปลี่ยนอะไหล่ได้  แต่ถ้าเกิดขึ้นกับ Notebook เนี่ยเตรียมเงินซื้อใหม่ได้เลย
5.ไวรัสตัวร้าย  ตัวไวรัสเจ้าปัญหาจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ทำงานได้ช้า อืด บางที่ก้อมาทำลายไฟล์งานของเราเสียหาย วิธีป้องกันง่ายๆก้อคือ เราอย่าได้เข้าไปกดไฟล์ที่ชอบกระเด้งมาตอนที่เรากำลังเล่นอินเตอร์เน็ต ไม่ดาวน์โหลดไฟล์อะไรที่เราไม่รู้จัก ที่สำคัญควรลงโปรแกรมและอัพเดทตัวสแกนไวรัสไว้เสมอ

 

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่ให้นำมาเสนอโดย รู้ทันบาคาร่า
s_212411_3317

คอมพิวเตอร์-วิทยาศาสตร์ข้อมูล คืออะไร

วิทยาศาสตร์ข้อมูลคือ การจัดเตรียมข้อมูล

การนำเสนอข้อมูล,การวิเคราะห์ และการดูแลรักษาข้อมูลด้านสารสนเทศ ซึ่งเป็นการนำกลวิธีทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับ data โดยอาศัยโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์เข้าช่วย

วิทยาศาสตร์ข้อมูลเหมือนเป็นเทคโนโลยีใหม่ เพื่อนำมาจัดการกับข้อมูลที่เพิ่มขึ้น เป็นการวิเคราะห์หรือสืบค้นถึงความหมายของข้อมูลด้านสารสนเทศ และผู้ที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลเราจะเรียกว่า data scientist 

บุคคลนี้มีหน้าที่เก็บรวมรวมข้อมูลที่มาจาก โปรแกรมประมวลผลด้านด้านสถิติและ machine learning  เพื่อนำมาสรุปเป็นแนวโน้มในเรื่องที่สนใจ การวิเคราะห์ข้อมูลยังสามารถใช้ อัลกอริทึมของ machine learning เข้ามาทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าในอนาคตได้ 

ดังนั้นวิทยาศาสตร์ข้อมูลก็คือ การประมวลผลเกี่ยวกับข้อมูล, การวิเคราะห์,การกรองข้อมูล ด้วยวิธีการด้านสถิติ และการประมวลผลทางคอมพิวเตอร์ ทำให้ศาสตร์ด้านนี้เป็นการรวมกันของศาสตร์สามด้าน คือ คณิตศาสตร์,สถิติและ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์

วิทยาศาสตร์ข้อมูล ถูกนำมาใช้กับงานด้านต่างๆ ทั้งอุตสาหกรรมเชื้อเพลิง, หรือระบบไฟฟ้า บริษัทอาจต้องการข้อมูลเพื่อนำมาตัดสินใจปรับปรุงด้านธุรกิจ  นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจะจัดการกับ data เพื่อช่วยเหลือบริษัทในการตัดสินใจ โดยการขับเคลื่อน data ที่มีขนาดใหญ่ นอกจากนี้ในงานด้านอุตสาหกรรมโรงงาน,อุตสาหกรรมด้านสุขภาพก็ใช้ วิทยาศาสตร์ข้อมูลเช่นกัน  

บทบาทของนักวิเคราะห์ข้อมูล มีโอกาสจะเติบโตด้านสายอาชีพมากกว่า 650 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ปี 2012 และคาดว่าจะมีงานด้านนี้ มากกว่า 11.5 ล้านรายการภายในปี 2026 

หน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล 

พวกเขามีหน้าที่จัดการข้อมูลทั้งแบบที่เป็นโครงสร้างและไม่เป็นโครงสร้าง ข้อมูลแบบที่ไม่เป็นโครงสร้างก็คือข้อมูลดิบที่จะต้องผ่านการประมวลผลในขั้นต้น,การทำความสะอาด,การจัดหมวดหมู่ให้เป็นกลุ่มข้อมูลเดียวกัน โดยเขาเหล่านั้นจะมีหน้าที่จัดการข้อมูลให้เป็นระบบระเบียบ และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ด้วยวิธีการทางสถิติ 

เรายังสามารถนำวิธีการทางสถิติเหล่านี้มาบรรยาย,นำเสนอ และตั้งสมมติฐานจากข้อมูล และนำไปสู่การใช้งาน machine learning ในขั้นที่ซับซ้อนต่อไป 

นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจะนำเครื่องมือที่มีอยู่มาใช้เพื่อลดข้อมูลที่ซับซ้อน โดยใช้ภาษาโปรแกรมอย่าง sql, hadoop, weka ,R และ python ซึ่งหาผู้ประกอบอาชีพมีความเชี่ยวชาญจะรับงานเป็นที่ปรึกษาให้บริการใหญ่ๆ ได้ เช่นในบริษัทด้าน netflix , Google and Amazon ยังต้องการนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลเก่งๆ เพื่อให้คำแนะนำแก่พนักงานในฝ่ายอื่นๆ 

ซึ่งอาจจะนำเสนอข้อมูลในรูปภาพ เพื่อความสวยงามหรือเพื่อให้เห็นความแตกต่างของข้อมูลอย่างชัดเจน 

การแก้ปัญหาด้วยวิธีการของวิทยาศาสตร์ข้อมูล

ในการทำงานจริง ขั้นตอนแรกของการแก้ปัญหาคือ การทำความสะอาดข้อมูล-การเตรียมการประมวลผล เมื่อนักวิทยาศาสตร์จัดการกลุ่มของข้อมูลที่หลากหลาย ให้เป็นระบบระเบียบ,กำจัดข้อมูลขยะ เพื่อง่ายต่อการวิเคราะห์ต่อไป 

ซึ่งศาสตร์ด้านนี้มีบทบาทกับวงการคอมพิวเตอร์ –IT อย่างจริงจังใน 4-5 ปีมานี้เอง 

 

สนับสนุนโดย ทดลองเล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรี

s_212411_3317

ความรู่ด้านคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

RAID 0 ต้องการฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 2 ตัว การคำนวณขนาดความจุ (Capacity) ให้นำฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุน้อยที่สุดคูณด้วยจำนวนฮาร์ดดิสก์ทั้งหมด เช่น การทำ RAID 0 ใช้ฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุ 40 กิกะไบต์จำนวนสองตัว จะมีความจุรวมเป็น 80 กิกะไบต์

RAID 0 เหมาะสำหรับงานที่ต้องการแบนด์วิดธ์ในการรับ – ส่งข้อมูลสูงๆ และความเร็ว เช่น งานตัดต่อวิดีโอ และการสร้างภาพแอนิเมชัน แต่เนื่องจากไม่มีระบบ Fault Tolerance RAID 0 จึงเร็วแต่ไม่ปลอดภัยกับข้อมูล

RAID 1 (Disk Mirroring)

RAID 1 (Disk Mirroring) เป็นการนำฮาร์ดดิสก์ 2 ตัวมาเชื่อมต่อเข้ากับคอนโทรลเลอร์ตัวเดียวกัน โดยจะทำการซิงโครไนซ์ฮาร์ดดิสก์ทั้ง 2 ซึ่งเป็นการเขียนข้อมูลลงบนฮาร์ดดิสก์แต่ละตัวพร้อมๆ กัน ถ้าหากฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งมีปัญหาฮาร์ดดิสก์อีกตัวก็จะทำงานแทนได้

RAID 1 จึงเป็นการทำดิสก์เสมือน (Virtual Disk) โดยมีการก๊อปปี้ข้อมูลทั้งหมดลงบนฮาร์ดดิสก์ทั้ง 2 ตัว ทำให้มีประสิทธิภาพในการอ่านข้อมูลมากกว่าการเขียนข้อมูล เนื่องจากการเขียนข้อมูลจะเหมือนกับการเขียนฮาร์ดดิสก์ตัวเดียว (แต่พร้อมกันทั้ง 2 ตัว) แต่เมื่ออ่านข้อมูลฮาร์ดดิสก์ ทั้งสองตัวจะช่วยกันอ่านข้อมูลแต่ละส่วนและนำมารวมกัน ซึ่งเร็วกว่าการอ่านข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ตัวเดียว แต่ทำการ Disk Mirroring จะต้องเสียเนื้อที่ 50% ของความจุฮาร์ดดิสก์ทั้งหมด

RAID 1 จะคำนวณขนาดความจุ (Capacity)

โดยนำฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุน้อยที่สุดมาพิจารณา เช่น การทำ RAID 1 ใช้ฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุ 80 กิกะไบต์จำนวนสองตัว จะมีขนาดความจุรวมเป็น 80 กิกะไบต์

ระบบ Disk Mirroring จะมีดิสก์คอนโทรลเลอร์เพียงตัวเดียว

ถ้าหากดิสก์คอนโทรลเลอร์เสีย ก็จะทำให้ไม่สามารถจะทำงานต่อไปได้ ดังนั้นอาจต้องติดตั้งการ์ดที่เป็นดิสก์คอนโทรลเลอร์ 2 ชุดเพื่อให้มีระบบ Fault Tolerance การทำ Disk Duplexing มีการเพิ่มดิสก์คอนโทรลเลอร์เข้าไปอีก 1 ตัว ถ้าดิสก์คอนโทรลเลอร์ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย ดิสก์คอนโทรลเลอร์อีกตัวยังทำงานต่อไปได้ นอกจากนั้นเมื่อมีการอ่าน – เขียนข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ ระบบจะกระจายข้อมูลไปให้ดิสก์คอนโทรลเลอร์ทั้งสอง เป็นลดทราฟฟิกข้อมูลลง และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วย

RAID 1 เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูล โดยเฉพาะการแบ็กอัพข้อมูล เช่น งานด้านการเงิน ระบบเงินเดือน ประวัติพนักงาน ระบบบัญชี ข้อมูลตลาดหุ้น รวมทั้งงานที่ต้องมีระบบป้องกันความผิดพลาด หรือ Fault Tolerance

 

สนับสนุนโดย บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท