74

การดูแลคอมพิวเตอร์ไม่ให้เสื่อมคุณภาพง่ายๆ

5 สิ่งที่ทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณพัง

เคยเป็นกันไหมที่นั่งพิมพ์งานอยู่ดีๆเครื่องคอมพิวเตอร์ก้อดับไปเอง บางทีก้อแฮงค์ หรือ mouse ขยับไม่ได้ ไปซะงั้น พอกดปุ่ม restart เครื่องคอมพิวเตอร์ ก้อจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ แต่ถ้าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆเข้า ให้คุณคาดเดาอนาคตข้างหน้าได้เลยว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รักของคุณกำลังจะพัง ดังนั้นเวลาที่คุณใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวคุณเองจะต้องคอยสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงว่าเครื่องมันมีอาการผิดปกติอะไรตรงไหน 
เพื่อที่เราจะได้แก้ไขเปลี่ยนอะไหล่หรือส่งซ่อมได้ทันที เพราะถ้าเกิดเราปล่อยปะละเลยจนมันพังจริงๆถึงขั้นรุนแรง เช่น Harddisk พัง ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้รับความเสียหาย แล้วดันกู้ข้อมูลที่สำคัญๆกลับมาไม่ได้ เชื่อว่ามันจะมีผลกระทบร้ายแรงกับงานและองค์กรของคุณอย่างแน่นอน  

สาเหตุที่ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์พังนอกจากการที่เราจะใช้งานแบบไม่ใส่ใจดูแลหรือไม่ทะนุถนอมแล้ว เรายังพบว่ายังมีปัจจัยอื่นๆอีกไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม อากาศ ความร้อน ก้อเป็นสาเหตุให้เครื่องคอมพิวเตอร์พังได้  ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คอมพิวเตอร์ของเราพังง่าย เราควรเรียนรู้สิ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ 

1.กระแสไฟฟ้า กรณีที่ไฟตก ไฟดับ หรือไฟฟ้ากระชาก เกิดความไม่สเถียรกับกระแสไฟฟ้าที่ใช้ อาจส่งผลให้วงจรต่างๆในเครื่องเสียหาย ทางที่ดีแนะนำให้คุณใช้ UPS เพื่อเก็บสำรองไฟไว้ในกรณีฉุกเฉิน อย่างน้อยคุณยังพอมีเวลา 10- 15 นาที เพื่อจะกด SAVE งานที่ทำค้างไว้ แล้วค่อย Shutdown เครื่องคอมพิวเตอร์
2.ฝุ่นละออง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางตัวอย่างเช่น มอเตอร์ถ้าถูกฝุ่นละอองปลิวเข้าในเครื่องมากๆจะทำงานได้ช้าลงไม่เต็มประสิทธิภาพ พัดลมเครื่องก้อเหมือนกันถ้าขี้ฝุ่นจับเยอะๆ ก้อจะระบายความร้อนได้น้อย เกิดปัญหาเครื่องร้อนอีก ทางที่ดีเราจะต้องหาเวลาทำความสะอาดเป่าขี้ฝุ่นเครื่องคอมพิวเตอร์เราอยู่เสมอ
3.ความร้อน ไม่ว่าจะเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อน หรือ วงจรในเครื่องคอมพิวเตอร์ร้อนเพราะพัดลมเสีย อันนี้เป็นสาเหตุร้ายแรงอันตรายมาก อาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราพังแบบตายสนิทไม่สามารถกู้ชีวิตกลับมาใช้ได้อีกเลย
4.การกระแทก/กระทบกระเทือน มักเกิดจากการเคลื่อนย้ายทำหลุดมือ หรือไม่ก้อตกจากที่สูงลงกระแทกกับพื้น เหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผลให้ชิ้นส่วนที่อยู่ในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ พวก RAM , Harddisk , Mainboard หลุดจากตำแหน่งที่เราเสียบไว้ได้หรือถ้าพัง สำหรับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ PC ก้อไม่น่าห่วงเพราะสามารถเปลี่ยนอะไหล่ได้  แต่ถ้าเกิดขึ้นกับ Notebook เนี่ยเตรียมเงินซื้อใหม่ได้เลย
5.ไวรัสตัวร้าย  ตัวไวรัสเจ้าปัญหาจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ทำงานได้ช้า อืด บางที่ก้อมาทำลายไฟล์งานของเราเสียหาย วิธีป้องกันง่ายๆก้อคือ เราอย่าได้เข้าไปกดไฟล์ที่ชอบกระเด้งมาตอนที่เรากำลังเล่นอินเตอร์เน็ต ไม่ดาวน์โหลดไฟล์อะไรที่เราไม่รู้จัก ที่สำคัญควรลงโปรแกรมและอัพเดทตัวสแกนไวรัสไว้เสมอ

 

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวที่ให้นำมาเสนอโดย รู้ทันบาคาร่า
74

คอมพิวเตอร์-วิทยาศาสตร์ข้อมูล คืออะไร

วิทยาศาสตร์ข้อมูลคือ การจัดเตรียมข้อมูล

การนำเสนอข้อมูล,การวิเคราะห์ และการดูแลรักษาข้อมูลด้านสารสนเทศ ซึ่งเป็นการนำกลวิธีทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับ data โดยอาศัยโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์เข้าช่วย

วิทยาศาสตร์ข้อมูลเหมือนเป็นเทคโนโลยีใหม่ เพื่อนำมาจัดการกับข้อมูลที่เพิ่มขึ้น เป็นการวิเคราะห์หรือสืบค้นถึงความหมายของข้อมูลด้านสารสนเทศ และผู้ที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลเราจะเรียกว่า data scientist 

บุคคลนี้มีหน้าที่เก็บรวมรวมข้อมูลที่มาจาก โปรแกรมประมวลผลด้านด้านสถิติและ machine learning  เพื่อนำมาสรุปเป็นแนวโน้มในเรื่องที่สนใจ การวิเคราะห์ข้อมูลยังสามารถใช้ อัลกอริทึมของ machine learning เข้ามาทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าในอนาคตได้ 

ดังนั้นวิทยาศาสตร์ข้อมูลก็คือ การประมวลผลเกี่ยวกับข้อมูล, การวิเคราะห์,การกรองข้อมูล ด้วยวิธีการด้านสถิติ และการประมวลผลทางคอมพิวเตอร์ ทำให้ศาสตร์ด้านนี้เป็นการรวมกันของศาสตร์สามด้าน คือ คณิตศาสตร์,สถิติและ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์

วิทยาศาสตร์ข้อมูล ถูกนำมาใช้กับงานด้านต่างๆ ทั้งอุตสาหกรรมเชื้อเพลิง, หรือระบบไฟฟ้า บริษัทอาจต้องการข้อมูลเพื่อนำมาตัดสินใจปรับปรุงด้านธุรกิจ  นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจะจัดการกับ data เพื่อช่วยเหลือบริษัทในการตัดสินใจ โดยการขับเคลื่อน data ที่มีขนาดใหญ่ นอกจากนี้ในงานด้านอุตสาหกรรมโรงงาน,อุตสาหกรรมด้านสุขภาพก็ใช้ วิทยาศาสตร์ข้อมูลเช่นกัน  

บทบาทของนักวิเคราะห์ข้อมูล มีโอกาสจะเติบโตด้านสายอาชีพมากกว่า 650 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ปี 2012 และคาดว่าจะมีงานด้านนี้ มากกว่า 11.5 ล้านรายการภายในปี 2026 

หน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล 

พวกเขามีหน้าที่จัดการข้อมูลทั้งแบบที่เป็นโครงสร้างและไม่เป็นโครงสร้าง ข้อมูลแบบที่ไม่เป็นโครงสร้างก็คือข้อมูลดิบที่จะต้องผ่านการประมวลผลในขั้นต้น,การทำความสะอาด,การจัดหมวดหมู่ให้เป็นกลุ่มข้อมูลเดียวกัน โดยเขาเหล่านั้นจะมีหน้าที่จัดการข้อมูลให้เป็นระบบระเบียบ และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ด้วยวิธีการทางสถิติ 

เรายังสามารถนำวิธีการทางสถิติเหล่านี้มาบรรยาย,นำเสนอ และตั้งสมมติฐานจากข้อมูล และนำไปสู่การใช้งาน machine learning ในขั้นที่ซับซ้อนต่อไป 

นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลจะนำเครื่องมือที่มีอยู่มาใช้เพื่อลดข้อมูลที่ซับซ้อน โดยใช้ภาษาโปรแกรมอย่าง sql, hadoop, weka ,R และ python ซึ่งหาผู้ประกอบอาชีพมีความเชี่ยวชาญจะรับงานเป็นที่ปรึกษาให้บริการใหญ่ๆ ได้ เช่นในบริษัทด้าน netflix , Google and Amazon ยังต้องการนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลเก่งๆ เพื่อให้คำแนะนำแก่พนักงานในฝ่ายอื่นๆ 

ซึ่งอาจจะนำเสนอข้อมูลในรูปภาพ เพื่อความสวยงามหรือเพื่อให้เห็นความแตกต่างของข้อมูลอย่างชัดเจน 

การแก้ปัญหาด้วยวิธีการของวิทยาศาสตร์ข้อมูล

ในการทำงานจริง ขั้นตอนแรกของการแก้ปัญหาคือ การทำความสะอาดข้อมูล-การเตรียมการประมวลผล เมื่อนักวิทยาศาสตร์จัดการกลุ่มของข้อมูลที่หลากหลาย ให้เป็นระบบระเบียบ,กำจัดข้อมูลขยะ เพื่อง่ายต่อการวิเคราะห์ต่อไป 

ซึ่งศาสตร์ด้านนี้มีบทบาทกับวงการคอมพิวเตอร์ –IT อย่างจริงจังใน 4-5 ปีมานี้เอง 

 

สนับสนุนโดย ทดลองเล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรี

74

ความรู่ด้านคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

RAID 0 ต้องการฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 2 ตัว การคำนวณขนาดความจุ (Capacity) ให้นำฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุน้อยที่สุดคูณด้วยจำนวนฮาร์ดดิสก์ทั้งหมด เช่น การทำ RAID 0 ใช้ฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุ 40 กิกะไบต์จำนวนสองตัว จะมีความจุรวมเป็น 80 กิกะไบต์

RAID 0 เหมาะสำหรับงานที่ต้องการแบนด์วิดธ์ในการรับ – ส่งข้อมูลสูงๆ และความเร็ว เช่น งานตัดต่อวิดีโอ และการสร้างภาพแอนิเมชัน แต่เนื่องจากไม่มีระบบ Fault Tolerance RAID 0 จึงเร็วแต่ไม่ปลอดภัยกับข้อมูล

RAID 1 (Disk Mirroring)

RAID 1 (Disk Mirroring) เป็นการนำฮาร์ดดิสก์ 2 ตัวมาเชื่อมต่อเข้ากับคอนโทรลเลอร์ตัวเดียวกัน โดยจะทำการซิงโครไนซ์ฮาร์ดดิสก์ทั้ง 2 ซึ่งเป็นการเขียนข้อมูลลงบนฮาร์ดดิสก์แต่ละตัวพร้อมๆ กัน ถ้าหากฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งมีปัญหาฮาร์ดดิสก์อีกตัวก็จะทำงานแทนได้

RAID 1 จึงเป็นการทำดิสก์เสมือน (Virtual Disk) โดยมีการก๊อปปี้ข้อมูลทั้งหมดลงบนฮาร์ดดิสก์ทั้ง 2 ตัว ทำให้มีประสิทธิภาพในการอ่านข้อมูลมากกว่าการเขียนข้อมูล เนื่องจากการเขียนข้อมูลจะเหมือนกับการเขียนฮาร์ดดิสก์ตัวเดียว (แต่พร้อมกันทั้ง 2 ตัว) แต่เมื่ออ่านข้อมูลฮาร์ดดิสก์ ทั้งสองตัวจะช่วยกันอ่านข้อมูลแต่ละส่วนและนำมารวมกัน ซึ่งเร็วกว่าการอ่านข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ตัวเดียว แต่ทำการ Disk Mirroring จะต้องเสียเนื้อที่ 50% ของความจุฮาร์ดดิสก์ทั้งหมด

RAID 1 จะคำนวณขนาดความจุ (Capacity)

โดยนำฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุน้อยที่สุดมาพิจารณา เช่น การทำ RAID 1 ใช้ฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุ 80 กิกะไบต์จำนวนสองตัว จะมีขนาดความจุรวมเป็น 80 กิกะไบต์

ระบบ Disk Mirroring จะมีดิสก์คอนโทรลเลอร์เพียงตัวเดียว

ถ้าหากดิสก์คอนโทรลเลอร์เสีย ก็จะทำให้ไม่สามารถจะทำงานต่อไปได้ ดังนั้นอาจต้องติดตั้งการ์ดที่เป็นดิสก์คอนโทรลเลอร์ 2 ชุดเพื่อให้มีระบบ Fault Tolerance การทำ Disk Duplexing มีการเพิ่มดิสก์คอนโทรลเลอร์เข้าไปอีก 1 ตัว ถ้าดิสก์คอนโทรลเลอร์ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย ดิสก์คอนโทรลเลอร์อีกตัวยังทำงานต่อไปได้ นอกจากนั้นเมื่อมีการอ่าน – เขียนข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ ระบบจะกระจายข้อมูลไปให้ดิสก์คอนโทรลเลอร์ทั้งสอง เป็นลดทราฟฟิกข้อมูลลง และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วย

RAID 1 เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูล โดยเฉพาะการแบ็กอัพข้อมูล เช่น งานด้านการเงิน ระบบเงินเดือน ประวัติพนักงาน ระบบบัญชี ข้อมูลตลาดหุ้น รวมทั้งงานที่ต้องมีระบบป้องกันความผิดพลาด หรือ Fault Tolerance

 

สนับสนุนโดย บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท

74

Windows Server 2012

ส่วนมาก Group Policy จะเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย และการใช้ทรัพยากรร่วมกัน

เนื่องจากยูสเซอร์ภภายในองค์กรอางมีหลายระดับตั้นแต่ใช้งานพื้นฐาน ระดับกลาง และขั้นสูง ที่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขสภาพแวดล้อมของเครื่องและติดตั้งโปรแกรมได้ด้วยตัวเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดการละเมิลลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์หากไม่ควบคุม ถ้ามียูสเซอร์จำนวนมาก ผู้ดูแลระบบต้องเสียเวลาตามไปแก้ไขทุกเครื่อง ปัญกาเช่นนี้สามารถป้องกันได้โดยการกำหนด Group Policy เกี่ยวกับการทำงานต่างๆ คือ

– กำหนดสภาพแวดล้อมเดสก์ท็อปของยูสเซอร์

– กำหนดการใช้งาน Internet Explorer

– กำหนดล็อกออนสคริปต์ให้ยูสเซอร์

– กำหนดรูปแบบการติดตั้งโปรแกรม (Software Distribution)

– กำหนดความปลอดภัยของข้อมูลในระบบ

– กำหนดนโยบายให้กับรหัสผ่าน

Group Policy ที่กำหนดค่าการใช้งานให้กับยูสเซอร์และคอมพิวเตอร์ถูกจัดเก็บอยู่ใน Group Policy objects (GPO) ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภท คือ

Local Group Policy Object เป็นนโยบายที่ใช้งานกับคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งข้อมูลของนโยบายจะถูกจัดเก็บเป็นไฟล์ในเครื่องนั้นที่ตำแหน่ง Windows\System32\GroupPolicy

Nonlocal Group Policy Object เป็น GPO ที่จัดเก็บข้อมูลอยู่ในโดเมนคอนโทรลเลอร์ และจะกำหนดให้ลิงก์ใช้งานกับคอนเทนเนอร์ใน Active Directory ซึ่งนโยบายจะถูกใช้กับคอนเทนเนอร์แม่และถ่ายทอดไปยังคอนเทนเนอร์ลูก การแบ่งลำดับชั้นในการถ่ายทอดนโยบาย มีดังนี้

– Site กำหนดนโยบายใช้งานกับไซต์และส่งผ่านลงไปยังโดเมนที่อยู่ในไซต์ และโดเมนจะส่งผ่านต่อไปยัง OU (Organizational Unit) ภายใต้โดเมนนั้น และครอบคลุมไปยังยูสเซอร์ และคอมพิวเตอร์ภายใต้ OU

– Domain กำหนดนโยบายใช้งานกับโดเมนและส่งผ่านลงไปยัง OU ที่อยู่ในโดเมน และ OU จะส่งผ่านต่อไปยัง OU ย่อย ยูสเซอร์ และคอมพิวเตอร์ภายใต้ OU นั้น

– OU (Organizational Unit) กำหนดนโยบายใช้งานกับ OU และส่งผ่านลงไปยัง OU ย่อย ยูสเซอร์ และคอมพิวเตอร์ภายใต้ OU นั้น

การใช้เครื่องมือ Group Policy Management

เราสามารถตรวจดูและจัดการ GPO ที่อยู่ใน Active Directory ได้ด้วยเครื่องมือ Group Policy Management จะปรากฏหน้าต่าง Group Policy Management

ในตอนที่เราเริ่มต้นสร้าง Active Directory โดยติดตั้ง AD DS บนโดเมนคอนโทรลเลอร์จะมีการติดตั้ง Group Policy Management มาให้ด้วยพร้อมกับสร้าง GPO สำหรับควบคุมดูแลโดเมนมาให้อัตโนมัติ ดังตัวอย่าง เมื่อเราคลิกที่คอนเทนเนอร์ Domain>siam2019.com>Group Policy Objects ในหน้าต่างด้านขวาจะแสดง GPO ทั้งหมดที่ใช้งานสำหรับโดเมน โดยมี GPO ที่เป็น Default คือ

Default Domain Controller Policy คือค่านโยบายที่ใช้งานกับโดเมนคอนโทรลเลอร์

Default Domain Policy คือค่านโยบายที่ใช้งานกับคอมพิวเตอร์และยูสเซอร์ทั้งหมดในโดเมน

 

ขอบขอบคุณเว็บ แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ ที่แนะนำบทความดีๆ

74

Windows Server 2012 R2 

Built – in User Account เป็นยูสเซอร์แอคเคานต์ที่ถูกสร้างขึ้นอัตโนมัติหลังจากติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows Server 2012 R2 เช่น Administrators, Account Operators, Backup Operators และ Guest โดยแอคเคานต์เหล่านี้จะถูกเก็บอยู่ในคอนเทนเนอร์ Built – in

Active Directory Users and Computers

เป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงฐานข้อมูล Active Directory ที่เกี่ยวกับยูสเซอร์ กรุ๊ปยูสเซอร์ รายชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ การสร้างหรือลบออบเจ็กต์ต่างๆ รวมทั้งคอนเทนเนอร์ การสร้างยูสเซอร์แอคเคานต์และคอมพิวเตอร์แอคเคานต์ และการกำหนดสิทธิ์ต่างๆ ในการเข้าใช้ทรัพยากรบนโดเมน เป็นต้น สำหรับการเปิดใช้งานให้ไปที่หน้าต่าง Server Manager และเลือกเมนู Tools > Active Directory Users and Computers

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ดังตัวอย่างภายในโดเมน (Siam2019.com) จะประกอบด้วยคอนเทนเนอร์ (Container) ที่จัดออบเจ็กต์ต่างๆ (คล้ายโฟลเดอร์ที่ใช้บรรจุไฟล์) ได้แก่

Built in : เก็บออบเจ็กต์ของแอคเคานต์ที่สร้างมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ เช่น Account Operators หรือ Administrators

Computers : เก็บออบเจ็กต์ของคอมพิวเตอร์แอคเคานต์ที่สร้างขึ้นบนเครื่องโดเมนคอนโทรลเลอร์ เพื่อใช้ในการเข้าเป็นสมาชิกโดเมน ไม่ต้องมีรหัสผ่านเหมือนยูสเซอร์แอคเคานต์

Domain Controller : เก็บออบเจ็กต์ของเครื่องโดเมนคอนโทรลเลอร์

ForeignSecurity Principals : เก็บออบเจ็กต์ของยูสเซอร์และคอมพิวเตอร์แอคเคานต์ที่ได้กำหนด SIDs ให้สามารถล็อกออนสู่เครือข่ายและเข้าถึงทรัพยากรในโดเมน

Managed Service Accounts : เก็บออบเจ็กต์ของเซอร์วิสที่ใช้จัดการยูสเซอร์แอคเคานต์และพาสเวิร์ด

Users : เก็บออบเจ็กต์ของยูสเซอร์และกรุ๊ป ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยผู้ดูแลระบบ โดยจะกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงและใช้งานทรัพยากรต่างๆ บนเซิร์ฟเวอร์และโดเมน

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ในส่วนนี้จะแนะนำให้รู้จักกับยูสเซอร์ที่สำคัญซึ่งอยู่ในคอนเทนเนอร์ Users ดังนี้

Domain Admins ใช้เก็บรายชื่อยูสเซอร์ที่เป็นสมาชิกในกรุ๊ป Admin ซึ่งมีหน้าที่บริหารระบบเอาไว้ เราสามารถเพิ่มยูสเซอร์แอคเคานต์ใหม่ไว้ช่วยทำหน้าที่ของ Admin ได้

Domain Computers ใช้เก็บรายชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมดบนโดเมนเอาไว้ และรายชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จะถูกเก็บไว้ที่นี่

Domain Controllers ใช้เก็บรายชื่อเครื่องโดเมนคอนโทรลเลอร์ทั้งหมดบนโดเมนเอาไว้

Domain Users ใช้เก็บรายชื่อยูสเซอร์ทุกคนบนโดเมนเอาไว้ และรายชื่อยูสเซอร์ที่สร้างขึ้นมาใหม่จะถูกเก็บไว้ที่นี่

นอกจากนี้แล้วคอนเทนเนอร์ Builtin, Computers และ Users ยังใช้เก็บรายชื่อกรุ๊ป (Administrators, Account Operators, Print Operators) รายชื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ และรายชื่อยูสเซอร์ทั้งหมดที่มีการอัพเกรดและนำเข้ามาจากโดเมนบน Windows Server 200x อีกด้วย

9782593

การสร้าง Forward Lookup Zone

ในเนื้อหาส่วนที่ผ่านมาเราได้ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ด้วย Active Directory Domain Service คู่กับ DNS Server และได้กำหนดให้เป็นโดเมนคอนโทรลเลอร์ มีผลทำให้เราได้ DNS Server ทำงานในแบบ Active Directory Integrated zone เก็บข้อมูลโซนไว้ร่วมกับ Active Directory ซึ่งโดเมนคอนโทรลเลอร์ทุกตัวจะสร้าง Active Directory – Integrated Primary มาให้เราเรียบร้อยแล้ว (แต่ถ้าต้องการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ให้ทำหน้าที่ DNS Server อย่างเดียวก็สามารถติดตั้งแยกได้)

เริ่มต้นให้เปิดเครื่องมือ DNS Manager จาก All Apps หรือจากหน้าต่าง Server Manager ให้เลือก Tools>DNS จะปรากฏเครื่องมือ DNS Manager จากนั้นให้คลิกที่ Forward Lookup Zone ซึ่งแสดงให้เห็นว่าได้มีการสร้างโซนแบบ Active Directory – Integrated Primary มาให้แล้วอัตโนมัติ

เราจะลองสร้าง Forward Lookup Zone เป็น Active Directory – Integrated Primary เพิ่มเติม เพื่อดูการเรพลิเคตข้อมูลไปยังโดเมนคอนโทรลเลอร์อื่นๆ ที่อยู่ในโดเมน มีขั้นตอนดังนี้

  1. ที่หน้าจอ DNS Manager ให้คลิกขวาที่ Forward Lookup Zones และเลือกคำสั่ง New Zone เพื่อสร้างโซนใหม่
  2. ในหน้า Welcome to the New Zone Wizard ให้คลิกปุ่ม Next เข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
  3. ในหน้า Zone Type มีรูปแบบของการสร้างโซนให้เลือก 3 แบบ (ได้อธิบายไว้แล้วก่อนหน้านี้) ในตัวอย่างเลือก Primary zone เพื่อสร้างบน Primary DNS Server และเลือก Store the zone in Active Directory เพื่อเก็บข้อมูลของโซนไว้ในพาร์ทิชันของ Active Directory ซึ่งเป็นการทำ Active Directory Integrated Zone (รองรับเฉพาะโดเมนคอนโทรลเลอร์ที่แก้ไขข้อมูลได้) จากนั้นคลิกปุ่ม Next
  4. ในหน้า Active Directory Zone Replication Scope เป็นการกำหนดขอบเขตในการเรพลิเคตข้อมูลของ Active Directory Integrated Zone มี 3 รูปแบบ คือ

– To all DNS servers running on domain controllers in this forest : siam2019.com เรพลิเคตข้อมูลไปยัง DNS Server ที่รันบนโดเมนคอนโทรลเลอร์ทุกเครื่องในฟอเรสต์นี้ โดเมนหลักคือ siam2019.com

– To all DNS servers running on domain controllers in this domain : siam2019.com เรพลิเคตข้อมูลไปยัง DNS Server ที่รันบนโดเมนคอนโทรลเลอร์ทุกเครื่องในโดเมนนี้ คือ siam2019.com ในตัวอย่างเลือกตัวเลือกนี้

– To all domain controllers in this domain (for windows 2000 compatibility) : siam2019.com เรพลิเคตข้อมูลไปยังโดเมนคอนโทรลเลอร์ทุกเครื่องในโดเมนนี้ (ทำงานร่วมกับ Windows 2000) คือ siam2019.com 

จากนั้นคลิกปุ่ม Next เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

74

เลือกเครื่องมือโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ (HDD Cloning)

 

สำหรับเครื่องมือที่จะช่วยโคลนนิ่งข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์ของคุณ ก็ประกอบไปด้วยเครื่องมือดังต่อไปนี้

  • Symantec Ghost 11.5.1 โดยเครื่องมือ Symantec Ghost จะถูกใช้งานผ่านหน้าอินเทอร์เฟสในโหมด Dos เป็นหลัก ซึ่งการเรียกใช้งาน Symantec Ghost คุณจำเป็นต้องบูตผ่านดอส แต่ในปัจจุบันเวอร์ชั่นนี้สามารถเรียกใช้งานในโหมดวินโดวส์ได้ (Windows PE) อย่างไรก็ตามในปี 2003 เครื่องมือ Symantec Ghost ได้ถูกพัฒนาให้สามารถติดตั้ง หรือใช้งานในโหมดวินโดวส์ ที่มีหน้าอินเทอร์เฟสใช้งานใหม่ (Graphical User Interface : GUI) รวมทั้งเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ใหม่เป็น Symantec Norton Ghost หรือเรียกสั้นๆ ว่า Norton Ghost สำหรับการโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ แนะนำให้ใช้ Symantec Ghost 11.5.1 หรือ Symantec Norton Ghost 11.5.1 ผ่านหน้าอินเทอร์เฟสแบบเดิม หรือในโหมดดอส (Dos)
  • AOMEI Backupper เป็นเครื่องมือแบ็คอัพทำงานในโหมดวินโดวส์ ผ่านหน้าอินเทอร์เฟสแบบ Graphical User Interface ซึ่งช่วยให้คุณโคลนนิ่งฮาร์ดดิสก์ได้อย่างง่ายดาย และมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก ซึ่งคุณสามารถใช้งานเครื่องมือนี้ควบคู่กับเครื่องมือ Symantec Norton Ghost ได้

แบ็คอัพไฟล์ข้อมูลส่วนตัว

วิธีป้องกันไฟล์ข้อมูลสูญหายที่ดีที่สุด คือการแบ็คอัพไฟล์ข้อมูลไว้ที่ปลอดภัย และควรแบ็คอัพไฟล์ข้อมูลอยู่เสมอ เพราะถ้าหากเกิดปัญหาบูตเข้าวินโดวส์ไม่ได้ ไฟล์ข้อมูลติดไวรัส ฮาร์ดดิสก์พัง หรือแม้กระทั่งเผลอลบไฟล์ข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ คุณก็สามารถกู้คืนข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย โดยมีนัยสำคัญได้วินโดวส์ตัวโปรด และไฟล์ข้อมูลกลับมาใช้งานอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามถ้าหากคุณไม่เคยแบ็คอัพไฟล์ข้อมูลเลย เมื่อคอมพิวเตอร์เกิดมีปัญหา

โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากฮาร์ดดิสก์พัง ก็จะส่งผลให้ไฟล์ข้อมูลทั้งหมดของคุณสูญหาย นอกจากนี้แล้วยังต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมฮาร์ดดิสก์ และเรียกไฟล์ข้อมูลกลับคืนมา แต่คุณมั่นใจได้อย่างไรว่า การเรียกคืนไฟล์ข้อมูล จะได้ไฟล์ข้อมูลครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหานี้ อย่าลืมแบ็คอัพไฟล์ข้อมูลอยู่เสมอ ส่วนวิธีการแบ็คอัพไฟล์ข้อมูลก็มีหลากหลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น การแบ็คอัพไฟล์ข้อมูลด้วยวิธีการ Copy & Paste และใช้เครื่องมือช่วยในการแบ็คอัพไฟล์ข้อมูล เป็นต้น

แต่ใครจะสะดวกใช้วิธีไหนก็เป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น เนื่องจากถือว่าให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการแบ็คอัพไฟล์ข้อมูล และการป้องกันปัญหาไม่ให้เลวร้ายจนไม่สามารถแก้ไขได้